ปัจจุบันมะม่วงหิมพานต์พบได้ทั่วไปในภูมิภาคเขตร้อน เพราะเติบโตได้อย่างเหมาะสมในสภาพอากาศที่ชื้น และอบอุ่น ทั้งในเอเชีย และอเมริกาใต้ นิยมใช้เนื้อภายในเมล็ดเป็นอาหารว่าง และยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกของอินเดีย เวียดนาม และบราซิล ทั้งสามประเทศนี้ มีอัตราการส่งออกถึง 90% ของผลิตภัณฑ์เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทั่วโลก

ส่วนผลมะม่วงหิมพานต์นั้นเนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ แต่มีรสเปรี้ยว รับประทานได้ทั้งดิบและสุก ทางภาคใต้ของไทย นิยมนำผลห่ามแกงส้ม ออกรสเปรี้ยว ส่วนผลดิบ รับประทานกับเกลือเป็นของกินเล่น บางครั้งออกรสฝาดเล็กน้อย ส่วนผลสุกสามารถนำไปหมักเป็นไวน์ น้ำส้มสายชู หรือเครื่องดื่มอื่นๆ ได้ ผลมะม่วงหิมพานต์มีส่วนประกอยของแทนนินมาก และเน่าเสียเร็วมาก ด้วยเหตุนี้ โดยทั่วไปจึงมักจะทิ้งผลเทียม หลังจากเก็บเมล็ดออก

ส่วน urushiol นั้น จะต้องนำออกจากเปลือกเมล็ดสีเขียวเข้มก่อนที่จะรับประทานเนื้อสีขาวนวลข้างใน ยางจากเปลือกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์นี้ในอินเดีย ควาญช้างนำมาใช้เพื่อคุมช้างให้เชื่อง

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว โรยเกลือ เป็นอาหารว่าง

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์นับเป็นส่วนประกอบอาหารหลายชนิดในเอเชีย อาจบดให้ป่น เป็นเนยเมล็ดมะม่วงสำหรับใช้ทาขนมปังแบบเดียวกับเนยถั่วก็ได้ เมล็ดมะม่วงนี้มีน้ำมันพืชสูงมาก มีการนำไปใช้ในเนยถั่วอื่นๆ บาง ชนิด เพื่อเพิ่มน้ำมันพิเศษ เมล็ดมะม่วงบรรจุหีบห่อที่พบในสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 30 กรัม มีพลังงาน 180 แคลอรี (750 กิโลจูล) โดยมีไขมัน 70%

ของเหลวที่มีอยู่ในเปลือก ที่หุ้มเนื้อข้างใน เรียกว่า Cashew Nut Shell Liquid (CNSL) มีประโยชน์หลายประการในด้านอุตสาหกรรม ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกในราวทศวรรษ 1930 ของเหลวชนิด CNSL นี้ถูกนำไปผ่านกระบวนการคล้ายการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม โดยได้ผลผลิตเบื้องต้นสองอย่าง นั่นคือ ของแข็งบดละเอียด ใช้หุ้มเบรก และของเหลวสีอำพัน ที่ใช้เพื่อสร้างตัวทำให้แข็งแบบฟีนอลคามีน ( phenalkamine) และตัวปรับปรุงคุณภาพเรซิน สารฟีนอลคามีนนั้นเดิมใช้ในการเคลือบอีพอกซีสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ปูพื้นและเกี่ยวกับการเดินเรือ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่มีไฮโดรโฟบิกเข้มข้น และสามารถมีปฏิกิริยาเคมีได้ดีที่อุณหภูมิต่ำ

 

 

@@@ สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์ @@@

 

แพทย์ในอินเดียใช้เมล็ดเลี้ยงเด็กทารกที่อายุเกิน 6 ขวบ เพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้เร็วและแข็งแรง

เม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยธาตุทองแดง จึงช่วยบำรุงเส้นผมและผิวหนังได้เป็นอย่างดี

สรรพคุณเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีธาตุแมกนีเซียมในปริมาณมาก จึงช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟันและกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

การวิจัยในบราซิลและอินเดียพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและสารสกัดจากส่วนเหนือดินของต้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้

เมล็ดมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทรวงอกได้

แมกนีเซียมจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้

เมล็ดมีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก จึงช่วยในการป้องกันโรคไขมันตับและไม่ให้สะสมในร่างกายมากจนเกินไป จึงไม่ทำให้อ้วน

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีแมกนีเซียมสูง โดยแร่ธาตุชนิดจะช่วยในการทำงานของหัวใจ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ช่วยป้องอาการหมดเรี่ยวแรงได้เป็นอย่างดี

ช่วยรักษาโรคฟันผุ บรรเทาอาการเสียวฟันหรือปวดฟันได้ เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีกรดอนาร์ดิกที่มีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้ แต่อย่างไรก็ดีการแปรงฟันก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากกรดชนิดนี้จะออกฤทธิ์เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)

กรดอนาร์ดิกในเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค โรคเรื้อน กำจัดเชื้อโรคที่พบในสิว เป็นต้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)

ชาวโบลีเวียเชื่อว่าน้ำจากผลสามารถช่วยกระตุ้นสมองแล้วทำให้มีความจำดีขึ้น (ผล)

ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคประสาทพิการและช่วยแก้โรคปวดตามข้อได้ (ผล)

มะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยลดไข้ (ผล, ใบ)

ช่วยแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน (ยางจากต้น)

ช่วยแก้อาการปวดฟัน ใช้กลั้วคอล้างปาก (เปลือกต้น)

ใบสดนำมาเผาไฟแล้วสูดดมควันจะช่วยรักษาและบรรเทาอาการไอ อาการเจ็บคอได้ (ใบสด)

ช่วยแก้อาเจียน รักษาแผลในช่องปาก (น้ำจากผล)

สรรพคุณมะม่วงหิมพานต์ช่วยในการขับเหงื่อ (น้ำจากผล)

เมล็ดนำมาคั่วโรยเกลือรับประทานเป็นยาแก้อาการบวมน้ำได้ (เมล็ดคั่ว)

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยในการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)

รากมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยแก้ท้องร่วงและเป็นยาฝาดสมาน (ราก)

ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง (ยอด, ใบ)

ในบราซิลนิยมนำผลมาทำเป็นไวน์ เพราะเชื่อว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคบิดเรื้อรังได้ (ผล)

ใบยอดอ่อนมีสรรพคุณช่วยสมานแผลในลำไส้ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการของโรคท้องร่วงได้ (ใบ)

น้ำคั้นจากผลใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้ (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม) (น้ำคั้นจากผล, เมล็ดคั่ว)

การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ (เมล็ด)

ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงได้ (ใบ)

สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์ช่วยต้านกามโรค (น้ำจากผล)

ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพองและกามโรคเข้าข้อได้ (เปลือกต้น)

ใช้เป็นยาแก้ปวดเนื่องจากรำมะนาด (เปลือกต้น)

ใช้เป็นยารักษาหูด ด้วยการใช้ยางจากผลสดที่ยังไม่สุก 1 ผล ที่เด็ดออกมาใหม่ ๆ แล้วใช้ยางทาตรงบริเวณที่เป็นหูด ทาเป็นประจำจนกว่าจะหาย (ยางจากผลสด, ยางจากต้น)

ช่วยทำลายตาปลา ช่วยกัดทำลายเนื้อด้านที่เป็นปุ่มโตหรือโรคเท้าแตกได้ ด้วยการใช้ยางจากต้นสดทาบริเวณที่เป็นตาปลาหรือเนื้อด้านบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย (ยางจากต้น)

เมล็ดใช้ผสมเป็นยารับประทาน ช่วยแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน โรคเรื้อน ทำให้หนังชา (เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด)

น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ สรรพคุณใช้เป็นพิษต้านเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อหนองชนิด Staphylococus (การสูดดมน้ำมันชนิดนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง มีพิษรุนแรง และควรระวังเมื่อต้องใช้กับเด็ก)

ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ใบแก่นำมาบดใส่บริเวณที่เป็นแผล (ใบแก่)

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

รูปมะม่วงพิมพานต์ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ดี

ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี

เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยรักษารูปร่างให้สมส่วนได้ เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดการดูดซึมไขมันได้

การรับประทานถั่วเป็นประจำจะช่วยทำให้อิ่มนานขึ้นและรับประทานอาหารได้น้อยลงอีกด้วย (ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม)

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นผลไม้ที่มีสารพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย

เมล็ดมะม่วงหิมพานต์นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารว่าง และยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกของประเทศอินเดีย เวียดนาม และบราซิลอีกด้วย (90% ของการส่งออกทั่วโลกมาจากสามประเทศนี้)

ผลของมะม่วงหิมพานต์มีเนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยว สามารถรับประทานเป็นผลไม้สดได้ทั้งผลดิบและผลสุก

ผลห่ามของมะม่วงหิมพานต์ ทางภาคใต้ของไทยนิยมนำใช้ทำแกงส้มหรือใช้ยำ

มะม่วงหิมพานต์ ประโยชน์ผลดิบใช้รับประทานร่วมกับเกลือเป็นของกินเล่นได้

ผลสุกสามารถนำไปหมักทำไวน์ ทำน้ำส้มสายชู หรือเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆได้

เมล็ดสามารถนำไปประกอบอาหารได้ เมนูเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แหนมผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เต้าหู้ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมจีนผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น

ใบอ่อน ยอดอ่อน สามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาบ ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้

ใบแก่สามารถนำมาขยี้และใช้สีฟันได้

ไม้จากลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนและมีขนาดเล็ก มันจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ทำลังไม้ หรือหีบใส่ของ ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ต่อเรือ ใช้ทำเรือเอก แอกเทียม วัวเทียมควายเทียม คุมล้อเกวียน และยังนำไปทำเป็นฟืนและถ่านได้อีกด้วย

ยางจากเปลือกของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ควาญช้างในประเทศอินเดียนำมาใช้เพื่อคุมช้างให้เชื่องได้

ยางจากลำต้น สามารถนำมาใช้ทาบ้านกันปลวกได้

เปลือกต้นหรือเปลือกเมล็ด มีประโยชน์หลายอย่างในด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น สามารถนำไปทำเป็นผ้าเบรค และแผ่นคลัชได้ ซึ่งจะมีคุณสมบัติทนความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดได้สูง หรือนำมาใช้ทำฉนวนป้องกันไฟฟ้าแมกนิเตอร์เมเตอร์ ใช้ทำน้ำประสานในการบัดกรีโลหะ น้ำมันชักเงาสำหรับใช้ในเครื่องบิน ใช้ผสมทำน้ำหมึก ทำหมึกประทับตราผ้า ทำเป็นลูกกลิ้งยางพิมพ์ดีด ทำกาว ใช้ย้อมอวนทนทาน ผลิตภัณฑ์ปูพื้น ใช้ผสมปูนซีเมนต์ทำให้เหนียวขึ้น ใช้กำจัดตัวอ่อนของยุงด้วยการผสมกับพาราฟินเหลว ผลิตภัณฑ์ทาไม้ป้องกันปลวก ยาฆ่าแมลงและปลวก เป็นต้น

เยื่อหุ้มเมล็ดถ้ามีปริมาณมาก อาจใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนนิน ที่ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้

ประโยชน์ของเปลือกเมล็ดสกัดเป็นน้ำมัน ในด้านการแพทย์สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชา วัณโรค โรคเท้าช้าง โรคเลือดคั่ง โรคเรื้อน โรคผิวหนัง หูด ตาปลา และส้นเท้าแตกได้

ประโยชน์ของเปลือกเมล็ด ก็สามารถใช้ประโยชน์ในด้านความงามได้ เช่น ใช้ลอกหน้าที่เกิดจากการตกกระ (แต่อาจส่งผลเสียได้) เป็นต้น

ผลของมะม่วงหิมพานต์มีกลิ่นต่าง ๆ ถึง 20 กลิ่น จึงสามารถนำมาสกัดทำเป็นหัวน้ำหอมได้

ผลนอกจากใช้รับประทานเป็นผลไม้ ยังสามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ของ โค กระบือ ได้อีกด้วย

ผลสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น แยม ผลไม้กวน เครื่องดื่ม น้ำมะม่วงหิมพานต์ ไวน์ น้ำส้มสายชู เป็นต้น

เมล็ดสามารถนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว อบเนย อบน้ำผึ้ง เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ดิบ ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 553 กิโลแคลอรี

คาร์โบไฮเดรต 30.19 กรัม

แป้ง 23.49 กรัมเปลือกต้นมะม่วงหิมพานต์

น้ำตาล 5.91 กรัม

เส้นใย 3.3 กรัม

ไขมัน 43.85 กรัม

กรดไขมันอิ่มตัว 7.78 กรัม

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 23.8 กรัม

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 7.85 กรัม

โปรตีน 18.22 กรัม

น้ำ 5.2 กรัม

วิตามินบี 1 0.42 มิลลิกรัม 37%

วิตามินบี 2 0.6 มิลลิกรัม 5%

วิตามินบี 3 1.06 มิลลิกรัม 7%

วิตามินบี 5 0.86 มิลลิกรัม 17%

วิตามินบี 6 0.42 มิลลิกรัม 32%

วิตามินบี 9 25 ไมโครกรัม 6%

วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%

วิตามินอี 0.9 มิลลิกรัม 6%

แคลเซียม 37 มิลลิกรัม 4%

ธาตุเหล็ก 6.68 มิลลิกรัม 51%

แมกนีเซียม 292 มิลลิกรัม 82%

แมงกานีส 1.655 มิลลิกรัม 79%

ฟอสฟอรัส 593 มิลลิกรัม 85%

โพแทสเซียม 660 มิลลิกรัม 14%

โซเดียม 12 มิลลิกรัม 1%

สังกะสี 5.78 มิลลิกรัม 61%

ทองแดง 2.195 มิลลิกรัม

ซีลีเนียม 19.9 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คำแนะนำในการรับประทาน

เม็ดมะม่วงมะม่วงหิมพานต์จะมีน้ำมันมากและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป หรือครั้งหนึ่งไม่เกิน 10 เม็ด (แต่ถ้าอยากรู้ว่าพลังงานเยอะแค่ไหน ลองใช้ไฟจุดดู จะเห็นไฟลุกเป็นเปลว และยิ่งนำไปอบหรือทอดเนยก็จะมีพลังงานมากขึ้นไปอีก) ใช่ว่าถั่วลิสงจะเป็นถั่วที่มีสารอะฟลาทอกซินอย่างเดียว เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ก็อาจมีปนเปื้อนด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกบริโภคเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สะอาด ปิดมิดชิด ไม่เก็บไว้นาน มีเลขทะเบียน อย. ที่ถูกต้อง หรือผ่านการผลิตด้วยระบบ GMP/HACCP สำหรับบางรายที่รับประทานเม็ดมะม่วงพิมพานต์แล้วเกิดอาการแพ้ โดยมีอาการเช่น มีอาการบวมที่ใบหน้าและคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย คุณควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน

ที่มาเวปไซด์เมดไทย (MedThai)

 

 

 

@@@ ถั่วทำให้อ้วนจริงหรือ? @@@

 

ความเชื่อที่ว่าทานถั่วแล้วจะอ้วนไม่เป็นความจริงเสมอไปค่ะ เพราะถึงแม้ว่าในถั่วจะมีไขมันอยู่ถึง 50% แต่ไขมันในถั่วส่วนใหญ่จะเป็นไขมันที่ดี นอกจากนั้นยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายและไฟเบอร์สูง แต่ถ้าหากทานในปริมาณมากก็จะทำให้อ้วนได้นะคะ วันนี้เรามีถั่วชนิดหนึ่งที่สามารถทานได้โดยไม่ต้องกลัวอ้วนมาแนะนำ นั่นก็คือ "เม็ดมะม่วงหิมพานต์" ค่ะ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ทำไมทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์แล้วไม่อ้วน?

ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ประมาณ 1 กำมือ หรือ 28 กรัมนั้น ให้พลังงานเพียง 140 กิโลแคลอรี่ โดยมีไขมันไขมันส่วนใหญ่เป็นไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีปริมาณเส้นใยสูงมาก เมื่อเทียบกับถั่วประเภทอื่นๆ จึงช่วยลดการดูดซึมไขมันได้ดี สามารถช่วยในเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังมีโปรตีนสูง สามารถทานแทนเนื้อสัตว์ต่างๆได้ ทำให้อิ่มเร็วขึ้นและอยู่ท้องอีกด้วย

วิธีทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อลดความอ้วน

ทานเพียงแค่ 1 กำมือก่อนมื้ออาหาร จะทำให้อยู่ท้องและทานอาหารได้น้อยลง
สำหรับคนที่ชอบทานสลัดสามารถทานคู่กับสลัดผักที่ชอบได้

เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ข้อควรระวังในการทาน

ไม่ควรทานเกินวันละ 1 กำมือ เพราะถึงแม้จะเป็นไขมันที่ดีแต่หากได้รับเกินความต้องการของร่างกาย ก็อาจจะทำให้เกิดไขมันสะสมและอ้วนได้
ไม่ควรทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่นำไปผ่านวิธีการทอดหรืออบเนย เพราะมีไขมันมาก
ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์อาจมีสารตกค้าง ควรเลือกซื้อที่ได้รับการรับรองแล้ว

การทานถั่วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลยใช่ไหมคะ แต่ถ้าใครไม่มั่นใจว่าถั่วชนิดที่ทำให้อ้วนบ้าง ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เม็ดมะม่วงหิมพานต์นี่แหละที่เป็นอีกตัวเลือกที่ดีที่เหมาะกับผู้ที่ชอบทานถั่วแต่กลัวอ้วน เพราะรับรองได้ว่าถ้าทานในปริมาณที่พอดี ยังไงก็ไม่อ้วนแน่นอนค่ะ

ที่มาจาก www.Ifix4health.com

 

คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 100 กรัม

- พลังงาน 553 กิโลแคลอรี
- น้ำ 5.2 กรัม
- โปรตีน 18.22 กรัม
- ไขมัน 43.85 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 30.19 กรัม
- ไฟเบอร์ 3.3 กรัม
- น้ำตาล 5.91 กรัม
- แคลเซียม 37 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 6.68 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 292 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 593 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 660 มิลลิกรัม
- โซเดียม 12 มิลลิกรัม
- สังกะสี 5.78 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม
- โฟเลต 25 ไมโครกรัม
- วิตามินเค 34.1 ไมโครกรัม
- กรดไขมันอิ่มตัว 7.783 กรัม
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 23.797 กรัม
- กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงคู่ 7.845 กรัม

เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อร่อยรสเด็ด พ่วงด้วยคุณค่าเน้น ๆ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณเด็ด ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารอาหาร แร่ธาตุและวิตามินที่อยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ซึ่งเป็นคุณกับสุขภาพของเราอีกนับไม่ถ้วน ใครที่กำลังมองหาอาหารเพื่อสุขภาพต้องเหลียวมาดูประโยชน์ของเจ้าถั่วชนิดนี้แบบด่วน ๆ เลยล่ะค่ะ

1. ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่พบอยู่ในเมล็ดองุ่น มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก และช่วยหยุดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย มีการศึกษาพบว่าการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ และด้วยแร่ทองแดงที่มีอยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ในปริมาณสูงก็ยังทำให้เจ้าถั่วชนิดนี้มีประโยชน์ในการยับยั้งความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจได้อีกเช่นกัน

2. เสริมสร้างสุขภาพหัวใจ

ในบรรดาถั่วทุกชนิด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ถือเป็นถั่วที่มีปริมาณไขมันน้อยที่สุด แถมภายในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นก็ยังอุดมไปด้วยกรดโอเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวที่พบได้มากในน้ำมันมะกอก โดยเจ้ากรดโอเลอิกนี้เป็นกรดไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะจากการศึกษาพบว่า กรดโอเลอิกจะเข้าไปลดปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง และลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อีกทั้งแมกนีเซียมในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ยังช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันไม่ให้หัวใจวาย ไม่เพียงเท่านั้น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ยังไม่มีคอเลสเตอรอลให้กวนใจ ใครที่อยากให้สุขภาพหัวใจแข็งแรงขอแนะนำให้หามารับประทานเลยค่ะ

3. ช่วยให้กระดูกแข็งแรง

เรามักจะเข้าใจว่าแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญกับกระดูก แต่จริง ๆ แล้วแมกนีเซียมก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะนอกจากแคลเซียมแล้วในกระดูกของเราก็มีแมกนีเซียมอยู่ด้วยเช่นกัน และเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการสะสมแคลเซียมของกระดูก การขาดแมกนีเซียมก็อาจจะทำให้กระดูกไม่สามารถสะสมแคลเซียมไว้ใช้ได้เพียงพอ อีกทั้งเอนไซม์จากแร่ทองแดงที่อยู่ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยังทำงานร่วมกับคอลลาเจนและอิลาสตินในร่างกาย ทำให้กระดูกและข้อต่อต่าง ๆ ทำงานได้อย่างแข็งแรงคงทน รวมทั้งมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย

4. บำรุงสายตา

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมาจากสารอนุมูลอิสระตัวเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าสารซีแซนทิน (zea-xanthin) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วก็จะถูกดูดซึมเข้าไปยังจอประสาทตา และเข้าไปช่วยป้องกันรังสี UV อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตาในผู้สูงอายุได้อีกด้วย

5. บำรุงสุขภาพผมและผิวหนัง

ทองแดง ถือเป็นแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายซึ่งสามารถพบได้มากในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ โดยเจ้าแร่ทองแดงนี้มีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก เอนไซม์เหล่านั้นทำหน้าที่ในการเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเมลานิน และเจ้าเมลานินนี่ล่ะค่ะที่มีความสำคัญต่อเส้นผมและผิวหนัง ช่วยให้ผมดกดำ แล้วผิวหนังมีเม็ดสีที่สม่ำเสมอกันค่ะ

เม็ดมะม่วงหิมพานต์

เมนูเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ทำง่าย อร่อยเด็ด แบบนี้ต้องลอง

- ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ผักกาดดองกระป๋อง เมนูเดิมเพิ่มเติมความอร่อย
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วเนย อาหารว่างเคี้ยวเพลินทุกที่ทุกเวลา
- นมเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อีกหนึ่งทางเลือกของคนแพ้นมวัว

เม็ดมะม่วงหิมพานต์ โทษก็มี จะกินทั้งทีต้องระวังแบบนี้

พูดกันถึงเรื่องประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์กันไปเยอะแล้ว คราวนี้เราลองมาดูโทษของเม็ดมะม่วงหิมพานต์กันบ้างค่ะ แม้ว่าจะมีประโยชน์มาก แต่การรับประทานถั่วชนิดนี้เข้าไปมาก ๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการตกค้างของสารบางชนิดที่มีในเม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรืออาการแพ้เช่นเดียวกับถั่วชนิดอื่น ๆ

1. การตกค้างของสารออกซาเลต

เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีสารออกซาเลต ซึ่งหากรับประทานเข้าไปในปริมาณมากเกินไปจนร่างกายขับออกได้ไม่หมดก็จะตกผลึกสะสมอยู่ในร่างกาย และหากสะสมในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วได้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนิ่วในไต หรือปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดีก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้สารออกซาเลตยังเป็นสารที่ไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ไม่ดี ส่งผลให้แคลเซียมตกค้างในร่างกายได้อีกด้วย ฉะนั้นควรรับประทานอย่างพอเหมาะ หรือถ้ามีปัญหาสุขภาพตามที่กล่าวมาละก็ เลี่ยงไปเลยดีกว่าค่ะ

2. อาการแพ้

อย่าคิดว่าประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะเหมาะสำหรับทุกคนนะคะ เพราะถ้าหากคุณเป็นคนที่มีอาการแพ้ถั่ว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็เป็นอันตรายกับคุณเหมือนกัน เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นหนึ่งในตระกูลถั่วเช่นกัน แม้ว่าจะมีประโยชน์มากมาย แต่ถ้าไม่อยากเจออาการแพ้ที่อันตรายก็เลี่ยงแล้วไปรับประทานอาหารอื่น ๆ ที่มีคุณค่าอาหารใกล้เคียงกันดีกว่านะ

การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นปัจจัยที่ทำให้มีสุขภาพดีได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทานได้ไม่มีลิมิตนะ เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหน หากทานมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ อย่างเพียงพอและเหมาะสม ออกกำลังกายเพิ่มอีกหน่อย รับรองเลยว่าสุขภาพดีชัวร์ค่ะ

ที่มาจาก health.kapook.com

 

 

๑๑๑ สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์ ๑๑๑

 

สรรพคุณของมะม่วงหิมพานต์ช่วยต้านกามโรค (น้ำจากผล)
ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพองและกามโรคเข้าข้อได้ (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยาแก้ปวดเนื่องจากรำมะนาด (เปลือกต้น)
ใช้เป็นยารักษาหูด ด้วยการใช้ยางจากผลสดที่ยังไม่สุก 1 ผล ที่เด็ดออกมาใหม่ ๆ แล้วใช้ยางทาตรงบริเวณที่เป็นหูด ทาเป็นประจำจนกว่าจะหาย (ยางจากผลสด, ยางจากต้น)
ช่วยทำลายตาปลา ช่วยกัดทำลายเนื้อด้านที่เป็นปุ่มโตหรือโรคเท้าแตกได้ ด้วยการใช้ยางจากต้นสดทาบริเวณที่เป็นตาปลาหรือเนื้อด้านบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย (ยางจากต้น)
เมล็ดใช้ผสมเป็นยารับประทาน ช่วยแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน โรคเรื้อน ทำให้หนังชา (เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด)
น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ สรรพคุณใช้เป็นพิษต้านเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อหนองชนิด Staphylococus (การสูดดมน้ำมันชนิดนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง มีพิษรุนแรง และควรระวังเมื่อต้องใช้กับเด็ก)
ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ใบแก่นำมาบดใส่บริเวณที่เป็นแผล (ใบแก่)
รากมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยแก้ท้องร่วงและเป็นยาฝาดสมาน (ราก)
ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง (ยอด, ใบ)
ในบราซิลนิยมนำผลมาทำเป็นไวน์ เพราะเชื่อว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคบิดเรื้อรังได้ (ผล)
ใบยอดอ่อนมีสรรพคุณช่วยสมานแผลในลำไส้ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการของโรคท้องร่วงได้ (ใบ)
น้ำคั้นจากผลใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้ (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม) (น้ำคั้นจากผล, เมล็ดคั่ว)
การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ (เมล็ด)
ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงได้ (ใบ
ช่วยแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน (ยางจากต้น)
ช่วยแก้อาการปวดฟัน ใช้กลั้วคอล้างปาก (เปลือกต้น)
ใบสดนำมาเผาไฟแล้วสูดดมควันจะช่วยรักษาและบรรเทาอาการไอ อาการเจ็บคอได้ (ใบสด)
ช่วยแก้อาเจียน รักษาแผลในช่องปาก (น้ำจากผล)
สรรพคุณมะม่วงหิมพานต์ช่วยในการขับเหงื่อ (น้ำจากผล)
เมล็ดนำมาคั่วโรยเกลือรับประทานเป็นยาแก้อาการบวมน้ำได้ (เมล็ดคั่ว)
การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยในการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)
เมล็ดมีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก จึงช่วยในการป้องกันโรคไขมันตับและไม่ให้สะสมในร่างกายมากจนเกินไป จึงไม่ทำให้อ้วน
เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีแมกนีเซียมสูง โดยแร่ธาตุชนิดจะช่วยในการทำงานของหัวใจ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ช่วยป้องอาการหมดเรี่ยวแรงได้เป็นอย่างดี
ช่วยรักษาโรคฟันผุ บรรเทาอาการเสียวฟันหรือปวดฟันได้ เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีกรดอนาร์ดิกที่มีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้ แต่อย่างไรก็ดีการแปรงฟันก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากกรดชนิดนี้จะออกฤทธิ์เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)
กรดอนาร์ดิกในเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค โรคเรื้อน กำจัดเชื้อโรคที่พบในสิว เป็นต้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ท
เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีธาตุแมกนีเซียมในปริมาณมาก จึงช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟันและกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้
การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้
การวิจัยในบราซิลและอินเดียพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและสารสกัดจากส่วนเหนือดินของต้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ มะม่วงหิมพานต์
ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์

ประโยชน์ของเปลือกเมล็ด ก็สามารถใช้ประโยชน์ในด้านความงามได้ เช่น ใช้ลอกหน้าที่เกิดจากการตกกระ (แต่อาจส่งผลเสียได้) เป็นต้น
ผลของมะม่วงหิมพานต์มีกลิ่นต่าง ๆ ถึง 20 กลิ่น จึงสามารถนำมาสกัดทำเป็นหัวน้ำหอมได้
ผลนอกจากใช้รับประทานเป็นผลไม้ ยังสามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ของ โค กระบือ ได้อีกด้วย
ผลสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น แยม ผลไม้กวน เครื่องดื่ม น้ำมะม่วงหิมพานต์ ไวน์ น้ำส้มสายชู เป็นต้น
เมล็ดสามารถนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว อบเนย อบน้ำผึ้ง เป็นต้น
ยางจากเปลือกของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ควาญช้างในประเทศอินเดียนำมาใช้เพื่อคุมช้างให้เชื่องได้
ยางจากลำต้น สามารถนำมาใช้ทาบ้านกันปลวกได้
เปลือกต้นหรือเปลือกเมล็ด มีประโยชน์หลายอย่างในด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น สามารถนำไปทำเป็นผ้าเบรค และแผ่นคลัชได้ ซึ่งจะมีคุณสมบัติทนความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดได้สูง หรือนำมาใช้ทำฉนวนป้องกันไฟฟ้าแมกนิเตอร์เมเตอร์ ใช้ทำน้ำประสานในการบัดกรีโลหะ น้ำมันชักเงาสำหรับใช้ในเครื่องบิน ใช้ผสมทำน้ำหมึก ทำหมึกประทับตราผ้า ทำเป็นลูกกลิ้งยางพิมพ์ดีด ทำกาว ใช้ย้อมอวนทนทาน ผลิตภัณฑ์ปูพื้น ใช้ผสมปูนซีเมนต์ทำให้เหนียวขึ้น ใช้กำจัดตัวอ่อนของยุงด้วยการผสมกับพาราฟินเหลว ผลิตภัณฑ์ทาไม้ป้องกันปลวก ยาฆ่าแมลงและปลวก เป็นต้น
เมล็ดสามารถนำไปประกอบอาหารได้ เมนูเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แหนมผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เต้าหู้ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมจีนผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น
ใบอ่อน ยอดอ่อน สามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาบ ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้
ใบแก่สามารถนำมาขยี้และใช้สีฟันได้
ไม้จากลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนและมีขนาดเล็ก มันจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ทำลังไม้ หรือหีบใส่ของ ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ต่อเรือ ใช้ทำเรือเอก แอกเทียม วัวเทียมควายเทียม คุมล้อเกวียน และยังนำไปทำเป็นฟืนและถ่านได้อีกด้วย
เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยรักษารูปร่างให้สมส่วนได้ เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดการดูดซึมไขมันได้
การรับประทานถั่วเป็นประจำจะช่วยทำให้อิ่มนานขึ้นและรับประทานอาหารได้น้อยลงอีกด้วย (ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม)
เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นผลไม้ที่มีสารพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย

คุณค่าทางโภชนาการของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ต่อ 100 กรัม

แคลเซียม 37 มิลลิกรัม 4%
ธาตุเหล็ก 6.68 มิลลิกรัม 51%
แมกนีเซียม 292 มิลลิกรัม 82%
แมงกานีส 1.655 มิลลิกรัม 79%
ฟอสฟอรัส 593 มิลลิกรัม 85%
โพแทสเซียม 660 มิลลิกรัม 14%
โซเดียม 12 มิลลิกรัม 1%
สังกะสี 5.78 มิลลิกรัม 61%
ทองแดง 2.195 มิลลิกรัม
ซีลีเนียม 19.9 มิลลิกรัม
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน 7.85 กรัม
โปรตีน 18.22 กรัม
น้ำ 5.2 กรัม
วิตามินบี 1 0.42 มิลลิกรัม 37%
วิตามินบี 2 0.6 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 3 1.06 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 5 0.86 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี 6 0.42 มิลลิกรัม 32%
วิตามินบี 9 25 ไมโครกรัม 6%
วิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม 1%
วิตามินอี 0.9 มิลลิกรัม 6%
เส้นใย 3.3 กรัม
ไขมัน 43.85 กรัม
กรดไขมันอิ่มตัว 7.78 กรัม
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 23.8 กรัม
พลังงาน 553 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 30.19 กรัม
แป้ง 23.49 กรัม
น้ำตาล 5.91 กรัม

มะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชพื้นเมืองของบราซิล มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบป่าฝนอเมซอน พบครั้งแรกโดยนักสำรวจชาวโปรตุเกส ส่วนที่เรานำมาทานคือเนื้อในของเมล็ด โดยเมล็ดจะติดอยู่ที่ปลายผลซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชมพู่ ซึ่งเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมีลักษณะเม็ดคล้ายกับนวมของนักมวย นิยมนำมารับประทานเปล่า ๆ หรือนำไปปรุงกับอาหารคาวหวานต่าง ๆ เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีรสชาติหวานมันกว่าถั่วชนิดอื่น อีกทั้งคุณค่าทางโภชนาการก็ยังสูงอีกด้วย เหมาะสำหรับรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพ

 

ที่มา www.halsat.com


Home | about us | product | contact
Copyright © 20011 siamcashew.com . All Rights Reserved.